ตำรวจสอบสวนกลางบุกค้นเครือข่ายลักลอบนำชาวจีนเข้าประเทศ เชื่อมโยงแก๊งคอลเซ็นเตอร์ยึดทรัพย์กว่า 20 ล้านบาท

ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) ภายใต้การสั่งการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก. ได้ดำเนินการปฏิบัติการเข้าตรวจค้นขนาดใหญ่ พร้อมกันในทั่วประเทศ โดยบุกค้นเป้าหมายถึง 23 จุด ในพื้นที่ 16 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร จันทบุรี ระยอง นครปฐม สุพรรณบุรี กาญจนบุรี เชียงราย เชียงใหม่ กำแพงเพชร ตาก ชัยนาท ขอนแก่น ชัยภูมิ ศรีสะเกษ ตรัง และพื้นที่เกี่ยวข้อง
ปฏิบัติการนี้นำหน้าโดย พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผบก.ป., พล.ต.ต.พรศักดิ์ เลารุจิราลัย ผบก.ทล. และ พล.ต.ต.ธีรชาติ ธีรชาติธำรง ผบก.ปพ. ผลการค้นหามีการจับกุมผู้ต้องหารวม 22 ราย ที่เกี่ยวข้องกับเครือข่ายลำเลียงชาวจีนเข้า-ออกประเทศผิดกฎหมาย
จากการสืบสวน พบว่าขบวนการมีการแบ่งหน้าที่อย่างเป็นระบบ ตั้งแต่การรับ-ส่งบุคคลต่างด้าว การใช้รถยนต์หลายคันในการลำเลียง การรับเงินค่าจ้าง การใช้บัญชีธนาคารหลายทอด และการนำเงินผ่านนิติบุคคลบางแห่งเป็นทางผ่าน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการจัดตั้งอย่างมีระเบียบ
ผู้ต้องหาคนที่ 1 ถึง 13 ถูกจับตามหมายจับศาลอาญา ในข้อหา "ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ร่วมกันช่วยเหลือ ซ่อนเร้น หรือช่วยด้วยประการใดๆ เพื่อให้คนต่างด้าวซึ่งเข้ามาในราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย และร่วมกันฟอกเงิน"
ส่วนผู้ต้องหาคนที่ 14 ถึง 22 ถูกจับตามหมายจับศาลอาญา ข้อหา "เป็นผู้สนับสนุนการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงประชาชน เป็นผู้สนับสนุนการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ และยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝากหรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์เพื่อใช้ในการกระทำผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี"
การค้นหาของเจ้าหน้าที่ได้ยึดของกลางจำนวนมาก ได้แก่ เงินสด สมุดบัญชี บัตรเครดิต รถยนต์ ทองคำ โฉนดที่ดิน พระเครื่อง และอาวุธปืน รวมมูลค่ากว่า 20 ล้านบาท
ต้นเหตุของการสืบสวนเกิดจากเหตุการณ์ปลายเดือนพฤศจิกายน 2568 เมื่อเจ้าหน้าที่ ส.ทล.2 กก.3 บก.ทล. ได้จับกุมชาวจีน 42 ราย พร้อมโทรศัพท์มือถือ 215 เครื่อง ในพื้นที่ชายแดน อ.โป่งน้ำร้อน จ.จันทบุรี โดยพบพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับเครือข่ายอาชญากรรมออนไลน์ข้ามชาติ
ต่อมา เจ้าหน้าที่พบว่ามีกลุ่มรถยนต์หลายคันทำหน้าที่ลำเลียงบุคคลต่างด้าวเป็นทอดๆ จากพื้นที่ตอนในของประเทศไปยังแนวชายแดนทั้งฝั่งตากและจันทบุรี จึงวางแผนสกัดจับและแกะรอยเครือข่าย
การสืบสวนพบข้อมูลการติดต่อ การสั่งการ และพยานหลักฐานที่ชี้ให้เห็นว่าเป็นขบวนการลักลอบนำพาชาวจีนเข้า-ออกประเทศผิดกฎหมาย มีการแบ่งหน้าที่เป็นลำดับขั้นตั้งแต่ผู้สั่งการ ผู้ประสานงาน ผู้จัดหารถ ผู้สนับสนุนด้านการเงิน ไปจนถึงกลุ่มรับช่วงในพื้นที่ปลายทาง ซึ่งมีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมชัดเจน
หลังจากการจับกุมครั้งแรก เจ้าหน้าที่ได้ขยายผลร่วมกับ กก.2 บก.ป. และค้นพบว่ากลุ่มผู้ต้องหาได้รับเงินสนับสนุนผ่านบัญชีม้าทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคล โดยมีการโอน รับ และปกปิดเส้นทางการเงินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิด จึงเข้าข่ายความผิดฐานฟอกเงิน และมีการออกหมายจับเพิ่มเติม 16 ราย
สืบสวนเพิ่มเติมพบว่าแหล่งเงินทุนของเครือข่ายดังกล่าวเชื่อมโยงกับขบวนการหลอกลวงออนไลน์ หรือสแกมเมอร์ โดยเงินจากการหลอกลวงจะถูกโอนผ่านบัญชีม้าหลายทอด ก่อนส่งต่อมายังบัญชีทุนของเครือข่ายขนคนจีน
จากการตรวจสอบธุรกรรมทั้งหมด พบเชื่อมโยงคดีฉ้อโกงออนไลน์รวม 181 คดี มีรายการธุรกรรมกว่า 665 รายการ และมียอดเงินหมุนเวียนรวมกว่า 185 ล้านบาท เจ้าหน้าที่เชื่อว่าเครือข่ายดังกล่าวเป็นขบวนการข้ามชาติที่มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ
ขบวนการใช้เงินจากอาชญากรรมออนไลน์เป็นทุนในการลำเลียงบุคคลต่างด้าว จ่ายค่าจ้างผู้ขนคน จัดหายานพาหนะ และอำพรางทรัพย์สินผ่านบัญชีบุคคลและนิติบุคคลบังหน้า ก่อนถูกตำรวจในสังกัด บก.ป., บก.ทล. และ บก.ปพ. เปิดปฏิบัติการทลายเครือข่ายครั้งใหญ่นี้
เปรียบเทียบตัวเลือก


