สมาคมกุ้งไทยเรียกร้องวุฒิสภาผลักดัน 11 มาตรการฟื้นฟูอุตสาหกรรม

ในงานสัมมนาเชิงวิชาการครั้งที่ 12 ที่จัดขึ้นในสุราษฎร์ธานี นายเอกพจน์ ยอดพินิจ นายกสมาคมกุ้งไทย พร้อมด้วยผู้แทนจากสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทยและพันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยได้มอบหนังสือถึง นายมงคล สุระสัจจะ ประธานวุฒิสภา เพื่อขอให้พิจารณาดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างเร่งด่วน
นายเอกพจน์กล่าวว่า สมาคมฯ ได้เสนอให้พิจารณาดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ 11 ด้านที่กรมประมงนำเสนอมาก่อนหน้านี้ เพื่อให้อุตสาหกรรมกุ้งไทยสามารถฟื้นตัวและเพิ่มผลผลิตกุ้งคุณภาพให้เป็นวัตถุดิบเข้าโรงงานถึง 400,000 ตัน ตามเป้าหมายที่วางไว้ พร้อมทั้งลดต้นทุนการผลิตเพื่อให้สามารถกลับมาแข่งขันในตลาดโลกได้
ผู้บริหารสมาคมกุ้งไทยเน้นย้ำว่ากุ้งไทยยังคงมีจุดแข่งในด้านคุณภาพ ความปลอดภัยอาหาร และการผลิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ห้องเย็นแปรรูปส่งออกไทยยังมีศักยภาพในการผลิตตอบสนองความต้องการผู้ซื้อและเพิ่มมูลค่าสินค้า ซึ่งเป็นประโยชน์ที่ทำให้กุ้งไทยยังเป็นที่ต้องการของตลาดโลก และสามารถกลับมาเป็นสินค้าส่งออกหลักในการนำรายได้เข้าประเทศ กระจายรายได้สู่เกษตรกรและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ในอดีต อุตสาหกรรมกุ้งไทยเป็นหนึ่งในอุตสาหกรรมเกษตรสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจนานกว่า 10 ปี โดยเป็นผู้นำอันดับหนึ่งในการผลิตและส่งออกกุ้งของโลก ในช่วงสูงสุด ประเทศไทยมีผลผลิตมากกว่า 640,000 ตันในปี 2553 และมีมูลค่าส่งออกสูงกว่า 110,000 ล้านบาทในปี 2554 ทำให้เกิดการจ้างงานและรายได้ให้กับกว่า 2,000,000 คนตลอดห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยใช้วัตถุดิบในประเทศกว่า 90% และเป็นผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการยอมรับในด้านคุณภาพและมาตรฐานความปลอดภัยอาหาร
อย่างไรก็ตาม หลังจากเกิดวิกฤตโรคตายด่วนตั้งแต่ปี 2555 เป็นต้นมา อุตสาหกรรมกุ้งไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง ผลผลิตกุ้งไทยลดลงเหลือเพียง 270,000-280,000 ตัน มูลค่าการส่งออกคงเหลือประมาณ 40,000 ล้านบาท สูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจจากการส่งออกกุ้งตลอด 13 ปีรวมกว่า 500,000 ล้านบาท ในขณะที่ประเทศคู่แข่งเช่น เอกวาดอร์และอินเดียสามารถเพิ่มกำลังการผลิตและขยายส่วนแบ่งตลาดอย่างต่อเนื่อง
ตามรายงานสถานการณ์ของสมาคมกุ้งไทยและสมาคมอาหารแช่เยือกแข็งไทย ผลผลิตกุ้งปี 2568 แบ่งออกเป็นกุ้งขาวประมาณ 260,000 ตันและกุ้งกุลาดำ 20,000 ตัน รวม 280,000 ตัน ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบเพื่อแปรรูปและส่งออก กุ้งชนิดอื่นรวมถึงกุ้งก้ามกรามประมาณ 40,000 ตัน และกุ้งขาวที่เลี้ยงร่วมกับปลาน้ำจืดเป็นวัตถุดิบเข้าโรงงานประมาณ 160,000 ตัน การบริโภคภายในประเทศประมาณ 120,000 ตัน
นายเอกพจน์ระบุว่าปัญหาใหญ่ของเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งคือ โรคต่างๆ ได้แก่ ตัวแดงดวงขาว โรคตายด่วน ขี้ขาว และหัวเหลือง ซึ่งทำให้การเลี้ยงไม่ประสบความสำเร็จและเป็นต้นทุนแฝงที่ทำให้ต้นทุนสูงกว่าคู่แข่ง นอกจากนี้ปริมาณผลผลิตกุ้งที่ลดลงส่งผลกระทบต่อห้องเย็นและโรงงานแปรรูปที่ไม่สามารถผลิตและรับคำสั่งซื้อได้เต็มศักยภาพ ราคากุ้งในประเทศต่ำลง และการบริโภคในประเทศมีแนวโน้มลดลงจากสถานการณ์สงครามและเป็นช่วงโลว์ซีซั่นที่มีนักท่องเที่ยวลดลง
นายเอกพจน์กล่าวว่าการยื่นหนังสือในครั้งนี้เพื่อให้รัฐบาลเห็นความสำคัญของอุตสาหกรรมกุ้งและเข้าใจปัญหาของอุตสาหกรรมโดยเฉพาะเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งที่เผชิญวิกฤตมาอย่างต่อเนื่องและปัญหาทวีความรุนแรงจากสถานการณ์โลก
ก่อนหน้านี้ พันธมิตรผู้เลี้ยงกุ้งไทยซึ่งรวมตัวกัน 19 องค์กรได้ยื่นหนังสือขอให้ดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหาอุตสาหกรรมกุ้งไทยอย่างเร่งด่วนต่อรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารจัดการห่วงโซ่การผลิตกุ้งทะเลและผลิตภัณฑ์ ซึ่งได้สั่งการให้กรมประมงจัดทำแผนปฏิบัติการเพื่อยกระดับการแก้ไขปัญหากุ้งทะเลเป็นวาระแห่งชาติ พ.ศ. 2569-2573 แต่ยังไม่คืบหน้า จึงนำมาสู่การยื่นหนังสือในครั้งนี้ โดยจะมีการทำหนังสือเพื่อขอเข้าพบนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องเพื่อผลักดันการแก้ไขปัญหาต่อไป
แผนปฏิบัติการฯ ประกอบด้วย 11 มาตรการ 38 กิจกรรม โดยมีวงเงินงบประมาณประมาณ 5,537 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าสามารถแก้ปัญหาที่อุตสาหกรรมกุ้งไทยเผชิญอยู่ได้อย่างครอบคลุมและมีประสิทธิภาพ และจะสร้างความมั่นใจให้กับผู้ประกอบการในอุตสาหกรรมกุ้งทุกภาคส่วน
เปรียบเทียบตัวเลือก


