วันพฤหัสบดีที่ 21 พฤษภาคม 2569

ธนาคาร EXIM BANK ขยายสินเชื่อ 7 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายสามด้านของธุรกิจส่งออก

21 พฤษภาคม 2569
ธนาคาร EXIM BANK ขยายสินเชื่อ 7 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายสามด้านของธุรกิจส่งออก
ธนาคาร EXIM BANK ขยายสินเชื่อ 7 หมื่นล้านบาท ท่ามกลางความท้าทายสามด้านของธุรกิจส่งออก

ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM BANK) กำหนดเป้าหมายให้สินเชื่อใหม่ในปีงบประมาณ 2569 ทะลุเกิน 7 หมื่นล้านบาท โดยนายชลัช รัตนบุญนิธิ กรรมการผู้จัดการ เปิดเผยว่าในช่วงสี่เดือนแรก (มกราคม-เมษายน) ธนาคารได้ปล่อยสินเชื่อออกไปแล้วกว่า 1.8-1.9 ล้านบาท ซึ่งแสดงการเติบโตถึง 100% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีที่แล้ว

ในขณะเดียวกัน EXIM BANK มีเป้าหมายเพิ่มลูกค้าสินเชื่อและประกันภัยรายใหม่มากกว่า 3,000 ราย โดยปัจจุบันมีฐานลูกค้าเก่าประมาณ 6,000 ราย ยอดสินเชื่อคงค้างอยู่ที่ประมาณ 1.8 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 2% เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว และมีหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ราว 4% ของสินเชื่อคงค้าง

นายชลัชชี้ว่า ผู้ส่งออกไทยยังคงพึ่งพาตลาดดั้งเดิม ได้แก่ จีน สหรัฐอเมริกา และสหภาพยุโรป แต่ด้วยสภาวะการค้าที่มีมาตรการซับซ้อนมากขึ้น ธนาคารจึงสนับสนุนให้ผู้ส่งออกสำรวจตลาดใหม่ อย่างไรก็ตาม ความพยายามดังกล่าวยังไม่ประสบผลสำเร็จอย่างมีนัยสำคัญ เนื่องจากได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในตะวันออกกลาง

ธนาคารประเมินว่าการส่งออกของไทยในปีนี้มีแนวโน้มขยายตัวประมาณ 7% ขณะที่ผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) คาดว่าจะเติบโต 2% ผลดีนี้เกิดจากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ที่เพิ่มขึ้นตามแนวโน้ม AI ความต้องการด้านความมั่นคงอาหาร และการลงทุนที่ยังคงเป็นไปได้ นอกจากนี้ยังได้ผลจากการออกพระราชกำหนดกู้เงินวงเงิน 4 แสนล้านบาท

อย่างไรก็ตาม ในช่วงไตรมาสที่สอง ถึงสี่ นักวิเคราะห์ของธนาคารเตือนถึงความท้าทายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น เช่น การเยือนประเทศจีนเพื่อเจรจาการค้าของประธานาธิบดีสหรัฐฯ การผลักดันให้เลิกใช้ดอลลาร์สหรัฐ และการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐอเมริกา

นายชลัชระบุว่า ภาคส่งออกของไทยกำลังเผชิญกับวิกฤตเศรษฐกิจที่เกิดจากความไม่สงบในตะวันออกกลาง พร้อมทั้งต้องรับมือกับปัญหา "3 สูง" ที่ประกอบด้วย

ประการแรก ต้นทุนที่สูงขึ้น ซึ่งเกิดจากราคาวัตถุดิบ ค่าโลจิสติกส์ ค่าแรง ต้นทุนทางการเงิน และค่าใช้จ่ายในการบริหารความเสี่ยง

ประการที่สอง ข้อกำหนดการปฏิบัติตามกฎหมายที่เข้มงวดขึ้น ได้แก่ มาตรฐานสากล ระเบียบสิ่งแวดล้อม กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล และมาตรฐานบัญชีที่เข้มเงื่อนไขมากขึ้น

ประการที่สาม การแข่งขันที่รุนแรงขึ้น ทั้งจากสินค้าต้นทุนต่ำของจีน เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว และพฤติกรรมผู้บริโภคที่ไม่มีเสถียรภาพ

ผู้ประกอบการไทยต้องปรับตัวอย่างรวดเร็วเพื่อรับมือกับความไม่แน่นอนที่ซับซ้อน ได้แก่ ความขัดแย้งและสงครามที่ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลต่อความมั่นคงทางพลังงานและอาหาร รวมถึงมาตรการกีดกันทางการค้าของสหรัฐฯ ที่คาดว่าสูงถึง 15%

ความผันผวนของตลาดสินค้าโภคภัณฑ์และตลาดการเงินโลก ซึ่งเกิดจากราคาพลังงาน ค่าธรรมเนียมความเสี่ยงจากสงคราม ความผันผวนของค่าเงินบาท และราคาทองคำ รวมถึงอัตราดอกเบี้ยที่ลดยากและสินเชื่อที่หดตัว

ความแปรปรวนด้านสิ่งแวดล้อม จากสภาพอากาศสุดขั้วที่กระทบผลผลิตการเกษตร มาตรการสิ่งแวดล้อมที่มีเงื่อนไขมากขึ้น และความมั่นคงทางพลังงาน

EXIM BANK ยืนยันพร้อมสนับสนุนลูกค้าและตอบรับนโยบาย "5T" ของรัฐบาล ซึ่งประกอบด้วย "Target" เพื่อบรรเทาผลกระทบและลดความเสี่ยงให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กและกลาง การยืดระยะเวลาหนี้ ลดดอกเบี้ย และรักษาการจ้างงาน "Transition" ส่งเสริมสินเชื่อสีเขียว "Transform" กระจายความเสี่ยงผ่านการขยายตลาดใหม่ "Transparency" สนับสนุนการส่งออกตามมาตรฐานสากล และ "Together" เพื่อสร้างความร่วมมือภายในธนาคารและกับภาครัฐและเอกชน

เปรียบเทียบตัวเลือก