สบส. เร่งตรวจสอบโรงพยาบาล 5 แห่งในคดีแจ้งเกิดปลอม ภายในสัปดาห์หน้า

ตามสืบเนื่องจากการบูรณาการปฏิบัติการ "ถอดเกล็ดมังกร กวาดล้างขบวนพ่อไทย (ทิพย์)" ระหว่างพล.ต.อ.สำราญ นวลมา รองผบ.ตร. และพล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผบช.ประจำสำนักผบ.ตร. กับเจ้าหน้าที่จากกรมการปกครอง DOPA N.I.C.E. ปปท. ปปง. และตำรวจชุดสืบสวนนครบาล เพื่อเปิดเผยการแจ้งเกิดเท็จให้ต่างด้าว ศาลได้ออกหมายจับ 40 หมาย และหมายค้น 42 หมาย โดยผู้ต้องหาประกอบด้วยเจ้าหน้าที่เขต 1 คน และเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 คน ซึ่งพบว่ามีการขายแพ็กเกจรับแจ้งเกิดเด็กให้ได้สัญชาติไทยด้วยค่าตอบแทนกว่า 9 หมื่นบาท
ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยต่อสื่อมวลชนในวันที่ 12 ก.ค. 2569 ว่ากระทรวงสาธารณสุขได้รับทราบข้อมูลเบื้องต้นของกรณีดังกล่าว และทราบรายละเอียดจำนวนสถานพยาบาลที่เกี่ยวข้อง ผู้ประกอบกิจการ ผู้ดำเนินการ รวมถึงข้อมูลพื้นฐานต่างๆ
ขณะนี้กรมสนับสนุนบริการสุขภาพอยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและเตรียมส่งเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ตรวจสอบโรงพยาบาล 5 แห่ง ภายในสัปดาห์หน้า เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปอย่างถูกต้อง ชัดเจน โปร่งใส และเป็นธรรมต่อทุกฝ่าย โดยจะเชิญผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องมาให้ถ้อยคำตามกระบวนการของพนักงานเจ้าหน้าที่
ทพ.อาคม ชี้ว่าการดำเนินคดีจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนแรกเป็นเรื่องของพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติสถานพยาบาล หากบุคคลใดทำหลักฐานเท็จในสถานพยาบาล เช่น หลักฐานการรักษาพยาบาล หลักฐานการเงิน การลงเวชระเบียน หรือ OPD การ์ดที่ไม่ถูกต้อง จะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาล ตามมาตรา 73 โดยมีโทษจำคุกไม่เกิน 2 ปี หรือปรับไม่เกิน 40,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
ส่วนที่ 2 เกี่ยวข้องกับเจ้าพนักงานสืบสวนหรือตำรวจ หากมีการทำหนังสือรับรองการเกิดที่ไม่ถูกต้อง จะผิดตามพระราชบัญญัติของทะเบียนราษฎร์ ซึ่งเป็นไปตามกฎหมายของกระทรวงมหาดไทย
ทพ.อาคม กล่าวว่า "จะดูในชั้นของพนักงานเจ้าหน้าที่ การทำหลักฐานด้านการรักษาพยาบาลเป็นเท็จ มีใครเกี่ยวข้องบ้างในการออกรายละเอียดของการให้บริการ จะดูตามกฎหมายของเรา ถ้ามีส่วนที่มีความผิดปกติ ไม่ถูกต้อง ก็จะส่งข้อมูลไปให้ชั้นของพนักงานสอบสวนต่อไป ซึ่งเป็นเรื่องของกฎหมายตามพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้อง"
ในส่วนของความผิดของสถานพยาบาล ต้องไปสืบสวนสอบสวนหาสาเหตุก่อน ว่าผู้ประกอบกิจการ หรือผู้ดำเนินการมีส่วนเกี่ยวข้องหรือไม่ ถ้าตรวจสอบแล้วพบว่าไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้อง จะพิจารณาเป็นรายกรณี ว่าใครทำหลักฐานเท็จตรงส่วนนั้น ก็จะมีความผิดตามกฎหมายสถานพยาบาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
ทพ.อาคม เน้นว่า หากพบว่ามีความจงใจ เจตนาของผู้บริหารมาสั่งการ ก่อให้เกิดผลเสีย ถือว่าเป็นสิ่งที่อันตรายต่อความมั่นคงประเทศ ต้องมีการพิจารณาบทลงโทษอีกแบบหนึ่ง โดยจะมีการตรวจสอบย้อนหลังการออกเอกสารทั้งหมด และรวบรวมหลักฐานมาตรวจสอบว่าดำเนินการไปมากน้อยเท่าไร
เกี่ยวกับใบรับรองการเกิดหรือใบทร.1/1 ตามพระราชบัญญัติทะเบียนราษฎร์ ทพ.อาคม อธิบายว่าเมื่อเด็กเกิด เป็นหน้าที่ของผู้ที่เกี่ยวข้องในการทำคลอดต้องมีการแจ้งว่าเด็กคนนี้เกิดที่ไหน ที่โรงพยาบาลไหน พ่อแม่ชื่ออะไร มีโรคประจำตัวหรือไม่ เพื่อจะเอาใบไปใช้รับรองการเกิดหรือสูติบัตร ใบนี้เป็นใบแจ้งให้ทราบเท่านั้น ซึ่งยังไม่มีผลทางกฎหมาย เพียงแต่เป็นหลักฐานของเจ้าหน้าที่ที่ทำคลอดมีการบันทึกข้อมูลไว้ในหนังสือรับรองการเกิด เพื่อจะนำใบตัวนี้ไปสู่การทำให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น การแจ้งเกิด การทำใบสูติบัตร
ทพ.อาคม ฝากเตือนโรงพยาบาล คลินิก และประชาชนทั่วไป ว่า "การให้ใครมาสวมสิทธิเป็นคนไทย จะมีความเสียหายต่อประเทศของเราเป็นอย่างมาก พอสวมสิทธิได้และได้รับสัญชาติ เขาก็จะไปทำเรื่องอื่นมากมาย ที่ทำให้คนไทยทั้งประเทศอาจจะเสียสิทธิอะไรหลายอย่าง ฝากเตือนโรงพยาบาลให้ทำถูกต้องตามกฎหมาย รวมถึงประชาชนคนไทยที่เห็นประโยชน์เพียงเล็กน้อย ทำให้เกิดกลไกนี้ขึ้นมา เป็นอันตรายมากต่อความมั่นคงของประเทศเรา"
เปรียบเทียบตัวเลือก


